ทีมงานของพวกเรา พร้อมกับเทรดเดอร์มากกว่า 7,000,000 คน!
ในทุกวัน พวกเราได้รวมงานร่วมกันเพื่อพัฒนาการเทรด พวกเรามีผลตอบรับที่ดี และยังเดินหน้าต่อไป
การยอมรับจากเทรดเดอร์นับล้านจากทั่วทุกมุมโลกนั้นเป็น ผลงา่นอันน่าประทับใจมากที่สุดของพวกเรา! คุณเลือกตัวเลือก และพวกเราจะจัดการทุกอย่างให้ตรงกับการคาดหวังของคุณ !
พวกเราเป็นทีมงานที่ดีที่สุด!
InstaSpot รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับคุณ !
นักแสดง, แชมป์เปี้ยนทัวร์นาเม้น UFC 6 และฮิโรที่แท้จริง !
ชายผู้สามารถก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาได้ด้วยตัวเขาเอง ชายผู้ที่นำพาเส้นทางให้พวกเรา
ความลับที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Taktarov ก็คือการมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายแบบทันที
เปิดเผยทุกด้านของความสำเร็จคุณ !
ค้นพบ, พยายาม, ผิดพลาดได้ แต่อย่าพึ่งหยุดยั่ง !
InstaSpot ที่พร้อมจะเป็นจุดเริ่มต้น เรื่องราวความสำเร็จของคุณ !
สงบแบบน้ำใสใจจริงแม้จะบางเบา ก็ดีกว่าทะเลาะกันให้เจ็บตัว ดูเหมือนว่าทางการญี่ปุ่นจะตระหนักถึงเรื่องนี้แล้ว และแทนที่จะออกศึกกับตลาดอีกครั้งด้วยการขายดอลลาร์สหรัฐ ก็เลือกใช้วิธีใหม่แทน — คือการเรียกเงินทุนของคนญี่ปุ่นให้ไหลกลับประเทศ
ปลายเดือนมิถุนายน ค่าเงินเยนร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปีเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะกิจอีกต่อไป แต่เป็นผลลัพธ์ที่สมเหตุสมผลจากการผสมผสานกันระหว่างนโยบายดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษของ Bank of Japan และนโยบายการคลังแบบขยายตัวของนายกรัฐมนตรี Sanae Takichi การเข้าแทรกแซงค่าเงินช่วงปลายเดือนเมษายนทำให้คลังต้องใช้เงินไปเกือบ 74,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ผลลัพธ์กลับอยู่ได้ไม่นาน เทรดเดอร์ต่างกำหนดราคาโดยค่อนข้างมั่นใจว่าคู่เงิน USD/JPY จะขยับขึ้นไปถึงระดับ 165 — ซึ่งสูงกว่าระดับปัจจุบันราว 1.6% นักลงทุนก็มองอย่างประชดประชันว่าทุกครั้งที่โตเกียวประกาศว่าจะ “ดำเนินการหากจำเป็น” ก็มักจะจบลงที่แค่คำพูดเสียเป็นส่วนใหญ่
ครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง Satsuki Katayama ตัดสินใจลงมือทำ ไม่ใช่แค่กล่าวถ้อยคำ แต่เป็นการกระทำในอีกรูปแบบหนึ่ง เธอเรียกร้องให้กองทุนบำนาญขนาดใหญ่ รวมถึง GPIF ยักษ์ใหญ่ที่มีสินทรัพย์มูลค่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ภายในประเทศ ตามข้อมูลของ Societe Generale กองทุนดังกล่าวยังมีช่องว่างในการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGBs) ได้สูงถึง 12.3 ล้านล้านเยน (76 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยไม่จำเป็นต้องปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุน ตลาดตอบสนองด้วยการที่ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นและราคาพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังเร็วเกินไปที่ฝั่งหมีของคู่เงิน USD/JPY จะฉลองชัยชนะ นักลงทุนส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่าการส่งเงินทุนกลับมาลงทุนในประเทศสามารถสร้างแหล่งอุปสงค์ระยะยาวให้กับพันธบัตรและค่าเงินเยนได้ แต่ในระยะสั้น ตลาดให้ความสนใจกับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยและกลยุทธ์ carry trade ที่ยังดำเนินอยู่มากกว่า กล่าวคือเป็นกลยุทธ์ที่กู้ยืมเงินในสกุลเยนซึ่งมีต้นทุนต่ำ เพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า การขายแต่ละครั้งในลักษณะนี้ทำให้ปริมาณเยนในตลาดเพิ่มขึ้น และกดให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลง
BoJ กำลังทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนับตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา เพื่อเดินหน้าสู่การทำให้แนวนโยบายกลับสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ยังดูจืดจางเมื่อเทียบกับ 4.35% ในออสเตรเลีย และกรอบ 3.50–3.75% ในสหรัฐฯ ช่องว่างดังกล่าวยังสูงเกินกว่าที่นักเก็งกำไรจะยอมสละการใช้เงินเยนเป็นสกุลเงินสำหรับการกู้ยืม (funding currency) ได้โดยสมัครใจ
Katayama เน้นย้ำว่า กระทรวงการคลังไม่สามารถสั่งการให้ GPIF เปลี่ยนแปลงการลงทุนได้ การเปลี่ยนแปลงใด ๆ จึงต้องรอให้ยุทธศาสตร์การเติบโตของญี่ปุ่นมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญเสียก่อน ในมุมมองของผม แนวคิดนี้ถือว่าดูดีในเชิงทฤษฎี แต่ตราบใดที่ BoJ ยังคงดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป และโตเกียวยังคงเดินหน้าขยายงบประมาณรายจ่าย ผู้เล่นกลุ่ม carry trade ก็ไม่น่าจะละทิ้งการแสวงหาผลตอบแทนในรูปแบบเดิมของตน
ในเชิงเทคนิค บนกราฟรายวัน USD/JPY อยู่ในช่วงการแกว่งตัวระยะสั้นภายในกรอบ 161.60–162.50 การทะลุหลุดกรอบล่างลงไปจะเป็นสัญญาณให้พิจารณาเปิดสถานะขาย ขณะที่การยืนเหนือกรอบบนจะเป็นแรงสนับสนุนต่อการเปิดสถานะซื้อ กลยุทธ์ที่มีความเสี่ยงและเชิงรุกมากขึ้น คือการเทรดจากแท่งเทียน inside bar โดยตั้งคำสั่งซื้อแบบรอไว้ที่ 162.40 และตั้งคำสั่งขายแบบรอไว้ที่ 161.85
*บทวิเคราะห์ในตลาดที่มีการโพสต์ตรงนี้ เพียงเพื่อทำให้คุณทราบถึงข้อมูล ไม่ได้เป็นการเจาะจงถึงขั้นตอนให้คุณทำการซื้อขายตาม
บทวิเคราะห์ของทาง InstaSpot จะทำให้คุณทราบถึงแนวโน้มของตลาด! ในการที่เป็นลูกค้าของทาง InstaSpot นั้นคุณจะได้รับการบริการเพื่อการซื้อขายอย่างเต็มประสิทธิภาพอย่างมากมาย