ทีมงานของพวกเรา พร้อมกับเทรดเดอร์มากกว่า 7,000,000 คน!
ในทุกวัน พวกเราได้รวมงานร่วมกันเพื่อพัฒนาการเทรด พวกเรามีผลตอบรับที่ดี และยังเดินหน้าต่อไป
การยอมรับจากเทรดเดอร์นับล้านจากทั่วทุกมุมโลกนั้นเป็น ผลงา่นอันน่าประทับใจมากที่สุดของพวกเรา! คุณเลือกตัวเลือก และพวกเราจะจัดการทุกอย่างให้ตรงกับการคาดหวังของคุณ !
พวกเราเป็นทีมงานที่ดีที่สุด!
InstaSpot รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับคุณ !
นักแสดง, แชมป์เปี้ยนทัวร์นาเม้น UFC 6 และฮิโรที่แท้จริง !
ชายผู้สามารถก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาได้ด้วยตัวเขาเอง ชายผู้ที่นำพาเส้นทางให้พวกเรา
ความลับที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Taktarov ก็คือการมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายแบบทันที
เปิดเผยทุกด้านของความสำเร็จคุณ !
ค้นพบ, พยายาม, ผิดพลาดได้ แต่อย่าพึ่งหยุดยั่ง !
InstaSpot ที่พร้อมจะเป็นจุดเริ่มต้น เรื่องราวความสำเร็จของคุณ !
ภาวะตลาดตอนนี้สับสนจนไม่สามารถแยกแยะระหว่างจินตนาการกับความเป็นจริงได้อีกต่อไป การประกาศของ Donald Trump ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยุติลงอย่างรวดเร็วได้ผลักดันให้ดัชนี S&P 500 ทำผลงานรายวันที่ดีที่สุดในรอบหลายเดือน แต่เราควรทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร เมื่อเทียบกับรายงานของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ว่านี่คือปฏิบัติการทิ้งระเบิดในอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา? หรือเมื่อเทียบกับการที่เตหะรานปฏิเสธที่จะเจรจากับวอชิงตัน? หลังจากที่ซื้อขายในแดนบวกเกือบตลอดทั้งวันในวันที่ 10 มีนาคม ดัชนีในวงกว้างนี้กลับปิดตลาดในแดนลบ
ความเคลื่อนไหวรายวันของดัชนี S&P 500
ปัจจัยกระตุ้นหลักที่ทำให้ดัชนี S&P 500 แกว่งตัวรุนแรงคือโพสต์ของ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐ Chris Wright ที่อ้างว่าเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งได้แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จภายใต้การคุ้มกันของกองทัพเรือสหรัฐฯ ต่อมาโพสต์ดังกล่าวถูกลบ และทำเนียบขาวก็ออกมาปฏิเสธข้ออ้างนี้ ไม่มีใครคอยคุ้มกันผู้ส่งออกน้ำมันจริง ๆ — เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง เรือรบสหรัฐฯ เองจะกลายเป็นเป้าโจมติง่าย ๆ ของอิหร่าน ในขณะเดียวกัน ข่าวเหตุระเบิดบนเรือบรรทุกน้ำมันใกล้อาบูดาบีได้ดันให้ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวสูงขึ้น ตรงกันข้ามดัชนีหุ้นในวงกว้างกลับร่วงลงแรง
ก่อนหน้านี้ Donald Trump เคยขู่จะโจมตีทางอากาศอิหร่านอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น หากอิหร่านวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ แต่หากอิหร่านไม่มีความตั้งใจจะเจรจากับสหรัฐฯ อยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องสนใจคำขู่ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ด้วยเล่า?
ในตอนนี้ นักลงทุนยังเกาะกลุ่มอยู่ในตลาดหุ้น โดยหวังว่าความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังคงอยู่ — พร้อมให้เหตุผลว่าสหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกสุทธิของสินค้าโภคภัณฑ์ด้านพลังงาน จึงควรได้รับผลกระทบน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ ทว่า การเร่งตัวของกระแสเงินทุนไหลออกจากกองทุน ETF ที่เน้น S&P 500 บ่งชี้ว่าความกลัวกำลังมีน้ำหนักเหนือกว่า มีความกังวลว่า GDP จะชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเวลาผ่านไป ราคาน้ำมันและน้ำมันเบนซินที่สูง อัตราดอกเบี้ยของ Fed ที่อยู่ในระดับสูง และการถูกแทนที่ในตลาดแรงงานจากเทคโนโลยี AI คือส่วนผสมที่เป็นพิษซึ่งผลักดันให้เงินทุนไหลออกจากสหรัฐฯ
กระแสเงินทุนเคลื่อนไหวเข้าออกในกองทุน ETF ที่เน้นดัชนี S&P 500
ไม่สำคัญว่านักลงทุนมืออาชีพหรือมวลชนจะหนีออกจากตลาดได้เร็วกว่า นักลงทุนรายย่อยก็มักทำผิดพลาดแบบเดียวกับคนส่วนใหญ่ คือไล่ตามกำไรระยะสั้นที่ร้อนแรง เชื่อเรื่องไร้สาระทางการเงิน และตื่นตระหนกเมื่อราคาปรับตัวลง บางคนอาจโต้แย้งได้ว่า แท้จริงแล้วไม่มีเงินฉลาดหรือเงินโง่ — มีแค่ “เงิน” เท่านั้น
ก่อนหน้าที่จะเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นักลงทุนรายย่อยมีแนวโน้มจะ “ซื้อเมื่อราคาย่อตัว” ขณะที่นักลงทุนสถาบันกลับขายทำกำไรเมื่อดัชนีฟื้นตัวขึ้น แต่ในวันนี้ ทั้งสองกลุ่มกลับมาอยู่ในสถานะเดียวกัน คือคอยตอบสนองต่อพัฒนาการในตลาดน้ำมัน
ในเชิงเทคนิค กราฟรายวันของ S&P 500 ได้เกิดแท่งเทียนแบบ pin-bar ที่มีไส้เทียนด้านบนยาว โดยราคาขึ้นไปแตะเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่และดีดตัวลงจากแนวต้านแบบไดนามิก สัญญาณเหล่านี้ล้วนบ่งชี้ถึงความอ่อนแรงของฝั่งกระทิง และเป็นเหตุผลให้พิจารณา “ขาย” หากราคาหลุดต่ำกว่าระดับต่ำสุดของแท่ง pin-bar ที่ 6,760 ในทางกลับกัน หากดัชนีหลักปิดเหนือระดับจุด pivot ที่ 6,770 ได้ ก็จะช่วยเพิ่มความหวังให้กับฝั่งกระทิง
*บทวิเคราะห์ในตลาดที่มีการโพสต์ตรงนี้ เพียงเพื่อทำให้คุณทราบถึงข้อมูล ไม่ได้เป็นการเจาะจงถึงขั้นตอนให้คุณทำการซื้อขายตาม
บทวิเคราะห์ของทาง InstaSpot จะทำให้คุณทราบถึงแนวโน้มของตลาด! ในการที่เป็นลูกค้าของทาง InstaSpot นั้นคุณจะได้รับการบริการเพื่อการซื้อขายอย่างเต็มประสิทธิภาพอย่างมากมาย