ทีมงานของพวกเรา พร้อมกับเทรดเดอร์มากกว่า 7,000,000 คน!
ในทุกวัน พวกเราได้รวมงานร่วมกันเพื่อพัฒนาการเทรด พวกเรามีผลตอบรับที่ดี และยังเดินหน้าต่อไป
การยอมรับจากเทรดเดอร์นับล้านจากทั่วทุกมุมโลกนั้นเป็น ผลงา่นอันน่าประทับใจมากที่สุดของพวกเรา! คุณเลือกตัวเลือก และพวกเราจะจัดการทุกอย่างให้ตรงกับการคาดหวังของคุณ !
พวกเราเป็นทีมงานที่ดีที่สุด!
InstaSpot รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับคุณ !
นักแสดง, แชมป์เปี้ยนทัวร์นาเม้น UFC 6 และฮิโรที่แท้จริง !
ชายผู้สามารถก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาได้ด้วยตัวเขาเอง ชายผู้ที่นำพาเส้นทางให้พวกเรา
ความลับที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Taktarov ก็คือการมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายแบบทันที
เปิดเผยทุกด้านของความสำเร็จคุณ !
ค้นพบ, พยายาม, ผิดพลาดได้ แต่อย่าพึ่งหยุดยั่ง !
InstaSpot ที่พร้อมจะเป็นจุดเริ่มต้น เรื่องราวความสำเร็จของคุณ !
ในขณะที่ตลาดกำลังจับตาดูการตอบสนองของคริปโตต่อข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐ ภาคธนาคารของญี่ปุ่นได้ก้าวสู่หมุดหมายทางประวัติศาสตร์เมื่อธนาคารสามแห่งที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ได้แก่ MUFG Bank, Mizuho Bank และ Sumitomo Mitsui Banking Corporation ประกาศการออก stablecoin ร่วมกัน พร้อมวางแผนเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์จริงด้วยเหรียญดังกล่าวภายในเดือนมีนาคม ปี 2027
ในแถลงการณ์ร่วมที่เผยแพร่เมื่อวันพุธ ธนาคารระบุว่า stablecoin ดังกล่าวจะออกภายใต้โครงสร้างทรัสต์ โดยทั้งสามธนาคารจะทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง และมีธนาคารทรัสต์หรือสถาบันที่มีลักษณะใกล้เคียงกันทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลทรัสต์ (trustee) ทั้งสามธนาคารจะจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อพัฒนามาตรฐานการดำเนินงานและกรอบการกำกับดูแล เครื่องมือนี้ถูกจัดประเภทเป็นเครื่องมือชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายญี่ปุ่น และถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย ตั้งแต่การชำระเงินระหว่างบริษัท ไปจนถึงการชำระเงินข้ามพรมแดน
โครงการริเริ่มนี้ต่อยอดจากการเตรียมการเป็นเวลาหลายเดือน และได้รับการสนับสนุนทางกฎระเบียบโดยตรง ทั้งสามธนาคารได้เริ่มร่วมมือกันตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว ผ่านโครงการทดลอง (pilot project) เพื่อศึกษากลไกการออก stablecoin ร่วมกัน ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน Financial Services Agency ได้ให้การสนับสนุนโครงการอย่างเป็นทางการ ยืนยันว่าโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ทางการเงินที่มีอยู่
โครงการนี้ดำเนินการภายใต้โปรแกรม "FinTech Proof‑of‑Concept Hub" ของ FSA ซึ่งให้การสนับสนุนการทดลองด้านฟินเทคมาตั้งแต่ปี 2017
น่าสังเกตว่าการประกาศจากกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นในครั้งนี้ สอดคล้องไปกับกระแสการขยายตัวของ stablecoin ภาคสถาบันทั่วโลก Mastercard ได้ผนวกรวมการชำระเงินด้วย stablecoin เข้าไว้ในโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินของตน BIS และธนาคารกลางรายใหญ่กำลังทดสอบการชำระเงินบนบล็อกเชนด้วยเงินจริงภายใต้ Project Agor จอร์เจียได้เปิดตัว stablecoin ภาครัฐร่วมกับ Tether และ US Securities and Exchange Commission ได้จดทะเบียน Paxos ให้เป็นองค์กรชำระราคา (clearing organization) บนบล็อกเชนรายแรกในสหรัฐอเมริกา ระบบธนาคารญี่ปุ่นได้เข้าร่วมรายชื่อประเทศเหล่านี้แล้วในฐานะเศรษฐกิจพัฒนาแล้วที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก
เห็นได้ชัดว่า stablecoin กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับการซื้อขายคริปโต กลายมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักสำหรับการชำระเงินในระบบการเงินโลก การที่ญี่ปุ่น — ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในด้านความเข้มงวดทางกฎระเบียบ — เข้าร่วมอย่างจริงจัง ทำให้การถกเถียงโน้มเอียงไปในทิศทางของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง มากกว่าจะเป็นเพียงกระแสชั่วคราว
คำแนะนำด้านการเทรด:
ผู้ซื้อ Bitcoin ตั้งเป้าการปรับตัวขึ้นกลับไปที่ระดับ 63,600 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่จะเปิดทางให้ราคาเคลื่อนไปสู่ 65,800 ดอลลาร์ และถัดไปที่ 67,700 ดอลลาร์ การทะลุขึ้นเหนือ 67,700 ดอลลาร์จะบ่งชี้ถึงความพยายามในการฟื้นคืนภาวะตลาดกระทิง ในด้านการปรับตัวลง คาดว่าผู้ซื้อจะเริ่มเข้ามาที่บริเวณ 61,100 ดอลลาร์ การที่ราคาย่อลงต่ำกว่าบริเวณดังกล่าวอาจกดดันให้ BTC ร่วงลงไปแถว 59,600 ดอลลาร์ และมีเป้าหมายถัดไปที่ 58,200 ดอลลาร์
สำหรับ Ethereum หากสามารถยืนเหนือระดับ $1,645 ได้อย่างชัดเจน จะเปิดทางขึ้นไปยังเป้าหมายถัดไปที่ $1,724 ได้โดยตรง เป้าหมายที่ไกลกว่านั้นคือบริเวณจุดสูงใกล้ $1,783 หากราคาทะลุเหนือระดับนี้ได้ จะเป็นสัญญาณถึงแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่งขึ้น และการกลับมาสนใจซื้อของนักลงทุนอีกครั้ง ด้านแนวรับคาดว่าจะมีแรงซื้อรออยู่แถว $1,563 หากราคาหลุดต่ำกว่าระดับดังกล่าว ETH อาจร่วงลงอย่างรวดเร็วสู่บริเวณ $1,476 และอาจลึกต่อไปถึงเป้าหมายถัดไปที่ $1,401
สิ่งที่เราเห็นบนกราฟ:
- เส้นสีแดงคือระดับแนวรับและแนวต้าน ซึ่งเป็นบริเวณที่คาดว่าจะเกิดการชะลอตัวของราคา หรือการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง;
- เส้นสีเขียวคือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน;
- เส้นสีน้ำเงินคือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 วัน;
- เส้นสีเขียวอ่อนคือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน
การเกิดสัญญาณตัดกัน (crossover) หรือการที่ราคามาทดสอบเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ มักจะทำให้การเคลื่อนไหวของราคาหยุดชะงักลง หรือไม่ก็จุดประกายโมเมนตัมใหม่ให้กับตลาด
*บทวิเคราะห์ในตลาดที่มีการโพสต์ตรงนี้ เพียงเพื่อทำให้คุณทราบถึงข้อมูล ไม่ได้เป็นการเจาะจงถึงขั้นตอนให้คุณทำการซื้อขายตาม
บทวิเคราะห์ของทาง InstaSpot จะทำให้คุณทราบถึงแนวโน้มของตลาด! ในการที่เป็นลูกค้าของทาง InstaSpot นั้นคุณจะได้รับการบริการเพื่อการซื้อขายอย่างเต็มประสิทธิภาพอย่างมากมาย