ทีมงานของพวกเรา พร้อมกับเทรดเดอร์มากกว่า 7,000,000 คน!
ในทุกวัน พวกเราได้รวมงานร่วมกันเพื่อพัฒนาการเทรด พวกเรามีผลตอบรับที่ดี และยังเดินหน้าต่อไป
การยอมรับจากเทรดเดอร์นับล้านจากทั่วทุกมุมโลกนั้นเป็น ผลงา่นอันน่าประทับใจมากที่สุดของพวกเรา! คุณเลือกตัวเลือก และพวกเราจะจัดการทุกอย่างให้ตรงกับการคาดหวังของคุณ !
พวกเราเป็นทีมงานที่ดีที่สุด!
InstaSpot รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับคุณ !
นักแสดง, แชมป์เปี้ยนทัวร์นาเม้น UFC 6 และฮิโรที่แท้จริง !
ชายผู้สามารถก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาได้ด้วยตัวเขาเอง ชายผู้ที่นำพาเส้นทางให้พวกเรา
ความลับที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Taktarov ก็คือการมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายแบบทันที
เปิดเผยทุกด้านของความสำเร็จคุณ !
ค้นพบ, พยายาม, ผิดพลาดได้ แต่อย่าพึ่งหยุดยั่ง !
InstaSpot ที่พร้อมจะเป็นจุดเริ่มต้น เรื่องราวความสำเร็จของคุณ !
วันนี้คณะกรรมาธิการการธนาคารวุฒิสภาจะลงมติร่างกฎหมาย CLARITY Act และดูเหมือนว่าอุตสาหกรรมจะไม่ยืนรออย่างเงียบๆ อีกต่อไป ก่อนการลงมติ ผู้นำของบริษัทดิจิทัลแอสเซทขนาดใหญ่ที่สุดได้ออกมาแสดงการสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างกว้างขวางในที่สาธารณะ ซึ่งอาจเปลี่ยนโฉมภูมิทัศน์ด้านกฎระเบียบสำหรับคริปโทเคอร์เรนซีในสหรัฐฯ ไปอย่างสิ้นเชิง
ท่าทีของตลาดถูกกำหนดขึ้นโดยคำกล่าวของ CEO Coinbase Brian Armstrong ที่ระบุว่า CLARITY เข้าใกล้การผ่านความเห็นชอบมากกว่าที่เคย และจะช่วยให้สหรัฐฯ รักษาความเป็นผู้นำในระบบการเงินยุคถัดไปได้ CEO ของ Ripple Brad Garlinghouse เน้นย้ำอีกประเด็นหนึ่งว่า ตลาดคริปโตต้องการกติกาที่ชัดเจนและการคุ้มครองนักลงทุนมาเป็นเวลานาน หากปราศจากความชัดเจนทางกฎหมาย บริษัทในสหรัฐฯ จะเสียเปรียบคู่แข่งในเขตอำนาจศาลอื่นๆ ขณะเดียวกัน CEO ของ Strategy ก็ออกมาแสดงการสนับสนุน พร้อมเติมมุมมองเชิงปฏิบัติว่า สินทรัพย์ดิจิทัลสามารถช่วยขยายการเข้าถึงบริการทางการเงิน เร่งกระบวนการชำระราคา และลดต้นทุน — รวมถึงต้นทุนของครัวเรือนทั่วไปและธุรกิจขนาดเล็กด้วย
จุดยืนของผู้ก่อตั้ง Aave อย่าง Stani Kulechov ก็สมควรได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เขานำเสนอ CLARITY จากมุมมองของนักพัฒนา DeFi โดยระบุว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้อาจเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้การสร้างโครงการการเงินแบบกระจายศูนย์ในสหรัฐฯ ไม่เพียง “เป็นไปได้” แต่ยัง “คาดการณ์ได้” มากขึ้นด้วย นี่ไม่ใช่แค่ถ้อยคำในเชิงบริษัทเท่านั้น — ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบได้บีบบังคับให้หลายโครงการต้องย้ายไปยังเขตอำนาจศาลที่เอื้อต่อคริปโตมากกว่า เช่น สิงคโปร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสวิตเซอร์แลนด์ ไปแล้ว
ถ้อยแถลงจากบุคคลในวงการยังเชื่อมโยงให้เห็นความคล้ายคลึงกับกฎหมาย GENIUS โดย CIO ของ Bitwise ชี้ให้เห็นว่า GENIUS ช่วยปลดล็อกการระดมทุนในตลาดคริปโต และเป็นแรงผลักดันให้ตลาด stablecoin เติบโต — และตอนนี้ CLARITY อาจทำสิ่งเดียวกันกับการทำ tokenization ของสินทรัพย์ Fidelity ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ของการเงินดั้งเดิม ก็เข้าร่วมแสดงท่าทีเช่นกัน โดยระบุว่าร่างกฎหมายนี้จะเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนชาวอเมริกัน และเสริมความแข็งแกร่งให้กับสถานะของสหรัฐฯ ในการแข่งขันระดับโลกด้านสินทรัพย์ดิจิทัล
ภาพรวมของทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดรอคอยกฎเกณฑ์ชุดใหม่มานานแล้ว และการลงมติในวุฒิสภาของวันนี้จะเป็นตัวชี้ว่ารัฐบาลวอชิงตันพร้อมจะมอบความชัดเจนดังกล่าวมากน้อยเพียงใด
คำแนะนำด้านการเทรด:
ในด้านมุมมองทางเทคนิคของ Bitcoin ขณะนี้ฝั่งผู้ซื้อกำลังมุ่งเป้าไปที่การกลับขึ้นไปทดสอบระดับ 80,100 ดอลลาร์ ซึ่งจะเปิดทางตรงไปยังแนวต้านถัดไปที่ 81,700 ดอลลาร์ และจากตรงนั้นไปสู่บริเวณ 83,600 ดอลลาร์ เป้าหมายที่อยู่ไกลที่สุดคือบริเวณจุดสูงใกล้ 85,600 ดอลลาร์ การทะลุผ่านระดับดังกล่าวขึ้นไปจะเป็นสัญญาณของความพยายามที่จะกลับเข้าสู่ภาวะตลาดกระทิงอีกครั้ง
ในกรณีที่ราคาปรับตัวลง ผมคาดว่าจะมีแรงซื้อกลับเข้ามาบริเวณ 78,200 ดอลลาร์ หากราคาหลุดต่ำกว่าบริเวณนั้นลงไป อาจกดดันให้ BTC ร่วงลงอย่างรวดเร็วสู่แถว 76,300 ดอลลาร์ โดยเป้าหมายลึกสุดของการปรับฐานรอบนี้จะอยู่บริเวณ 74,700 ดอลลาร์
ในมุมมองทางเทคนิคของ Ethereum การพักตัวเหนือระดับ $2,316 อย่างชัดเจน เปิดทางตรงไปยังแนวต้านที่ $2,373 เป้าหมายที่อยู่ไกลที่สุดคือบริเวณจุดสูงใกล้ $2,446 ซึ่งหากทะลุผ่านขึ้นไปได้ จะบ่งชี้ถึงโมเมนตัมฝั่งขาขึ้นที่แข็งแกร่งขึ้น และการกลับมาของแรงซื้ออีกครั้ง หากเกิดการปรับตัวลง คาดว่าจะมีแรงซื้อรออยู่บริเวณ $2,244 การที่ราคาไหลกลับลงมาต่ำกว่าบริเวณดังกล่าวอาจกดให้ ETH ร่วงลงไปแถว $2,181 ได้อย่างรวดเร็ว โดยเป้าหมายด้านล่างสุดจะอยู่บริเวณ $2,114
สิ่งที่เราเห็นบนกราฟ:
- เส้นสีแดงแสดงระดับแนวรับและแนวต้าน ซึ่งคาดว่าจะเป็นบริเวณที่ราคาชะลอตัวหรือเร่งตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง;
- เส้นสีเขียวแสดงค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน;
- เส้นสีน้ำเงินแสดงค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 วัน;
- เส้นสีเขียวอ่อนแสดงค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน
การเกิดสัญญาณตัดกัน (crossover) หรือการที่ราคามาทดสอบบริเวณค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ มักจะทำให้แนวโน้มเดิมชะงักลง หรือจุดประกายโมเมนตัมใหม่ให้กับตลาด
*บทวิเคราะห์ในตลาดที่มีการโพสต์ตรงนี้ เพียงเพื่อทำให้คุณทราบถึงข้อมูล ไม่ได้เป็นการเจาะจงถึงขั้นตอนให้คุณทำการซื้อขายตาม
บทวิเคราะห์ของทาง InstaSpot จะทำให้คุณทราบถึงแนวโน้มของตลาด! ในการที่เป็นลูกค้าของทาง InstaSpot นั้นคุณจะได้รับการบริการเพื่อการซื้อขายอย่างเต็มประสิทธิภาพอย่างมากมาย